วันนี้ เช้า........ กะจะไปทำงานเร็วๆ จาได้เลิกงานเร็วๆ
ที่ไหนได้ เจือกไปสายกว่าทุกวันซะอีก...
มาออฟฟิศก็ไม่มีงานให้ทำอีก เฮ้อ ชีวิตตู...
คนอื่นเค้ามีงานกัน โครมๆ
ไอ้ผม ก็นั่งชื่นชมโต๊ะตัวเอง สะอ้าด สะอาด...
ช่วงบ่าย... เจ๊ลิ มีเมล์มาถามว่า ทำไรอยู่
ไอ้เราก็ มือเร็ว ตอบไปว่า ไม่มีไรทำ (นั่งเฉยๆ มีไรป่าว)
แป๊บเดียว ส่งงานมาทำซะสะใจเลย...
เมื่อเย็น ความจริงก็นัดเพื่อนที่ บีทีเอส ศาลาแดง...
วันศุกร์ รถติด คนเยอะ งานก็ไม่เสร็จ ไม่ไปดีกว่า ตู...
ปล่อยให้ เพื่อนๆ เค้าสนุกกัน ส่วนเราขอนอนดีกว่า...
นอนแล้วครับ
11/06/2547
11/05/2547
ไม่รู้ ตั้งชื่อไรดี...
มาอัพแล้วครับ...
ไม่รู้จะเล่าอะไรดี...
-----------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ ตอนเข้าห้องน้ำที่ออฟฟิศ เก็บกระเป๋าตังค์ได้...
เป็นคนดี... เลยเอาไปให้คุณ รปภ. (ต้องเรียกแบบนี้)
คุณพี่เค้าก็ถามว่า เจอที่ห้องน้ำหญิง หรือห้องน้ำชาย... ++++
งงเลยเรา ไอ้ ผม เนี่ยะนะ จะเข้าไปเจอที่ห้องน้ำหญิง...
ไม่ได้พวกลามก แอบเข้าห้องน้ำหญิงนะคุณพี่... !!!!
-------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ ว่างโครตๆ
เราเก๊าะเลย ทำความสะอาด เก็บกวาดโต๊ะทำงานตัวเอง ซะเรี่ยม...
เพิ่งรู้ว่า
1. โต๊ะทำงานเราก็ไม่ได้แคบนิหน่า... โต๊ะใหญ่มากๆด้วย เมื่อก่อนนี้ งานอะไรๆ ก็สุมๆไว้ เคลียร์แล้ว โล่งผิดหูผิดตาเลย
2. ผมใช้กระดาษเยอะมาก... เก็บๆ ที่สุมๆ อยู่บนโต๊ะ ก็เกือบๆ 5 รีมแล้ว (เค้าเรียก รีม ใช่ป่ะ กระดาษน่ะ)
3. กระดาษที่ผมใช้น่ะ ใช้แบบโคตรเปลือง ผลาญทรัพยากรอย่างมาก ใช้แค่ด้านเดียวเอง.. วันนี้เลยต้องนั่งแกะแม็กซ์ เอามาใช้อีกด้านนึง (ให้คนอื่นใช้น่ะ)
4. ของขวัญพี่เอ็มดี คนเก่าให้ ยังอยู่ในโต๊ะเลย ผ่านมา 2 ปีแย้ว...
5. ในลิ้นชักมีอะไรหลายอย่างที่คิดว่าหายไปนานแล้ว เจือกมาอยู่นี้ได้ไงฟ่ะ
6. ยังหากุญแจตู้จดหมายไม่เจอเลย... อันนี้ปิดเจ้านายอยู่ ถ้ารู้โดนด่าอีกแน่ๆ
7. มีอีกหลายอย่างเลย ที่ไม่น่าอยู่ที่เรา แต่ดั้น มาอยู่นี่ได้ไงฟ่ะ
แล้วจะคอยดูว่ามันจะเรียบร้อยได้ซักกี่วัน.... (เสียงลมมาตามลม... ดูถู้ก ดูถูก)
เออ... แล้ว ที่คอยดู (ตัวเอง) ด้วย...
--------------------------------------------------------------------------------------
ตอนเย็น เห็นเค้าประกาศว่า น้ำจะไม่ไหล
เก๊าะเลย รีบกลับห้องรองน้ำไว้ใช้ ยามขาดแคลน.... (คืนนี้คืนเดียว)
จนถึงตอนนี้ น้ำก็ยังไหลดี หลอกกันป่าวก็ไม่รู้
แบบ ที่เตือนไว้ก่อน ไม่ได้ทำจริง แล้วไอ้เวลาไม่เตือนน่ะ น้ำจะไม่ไหลเอาอ่ะดิเอ...
หรือว่า คอนโดเรามีน้ำสำรองหว่า...
เออ... ช่างมันเหอะ มีใช้ก็ดีแล้ว...
คิดมาก ปวดเหมอง....
ไม่รู้จะเล่าอะไรดี...
-----------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ ตอนเข้าห้องน้ำที่ออฟฟิศ เก็บกระเป๋าตังค์ได้...
เป็นคนดี... เลยเอาไปให้คุณ รปภ. (ต้องเรียกแบบนี้)
คุณพี่เค้าก็ถามว่า เจอที่ห้องน้ำหญิง หรือห้องน้ำชาย... ++++
งงเลยเรา ไอ้ ผม เนี่ยะนะ จะเข้าไปเจอที่ห้องน้ำหญิง...
ไม่ได้พวกลามก แอบเข้าห้องน้ำหญิงนะคุณพี่... !!!!
-------------------------------------------------------------------------------------
วันนี้ ว่างโครตๆ
เราเก๊าะเลย ทำความสะอาด เก็บกวาดโต๊ะทำงานตัวเอง ซะเรี่ยม...
เพิ่งรู้ว่า
1. โต๊ะทำงานเราก็ไม่ได้แคบนิหน่า... โต๊ะใหญ่มากๆด้วย เมื่อก่อนนี้ งานอะไรๆ ก็สุมๆไว้ เคลียร์แล้ว โล่งผิดหูผิดตาเลย
2. ผมใช้กระดาษเยอะมาก... เก็บๆ ที่สุมๆ อยู่บนโต๊ะ ก็เกือบๆ 5 รีมแล้ว (เค้าเรียก รีม ใช่ป่ะ กระดาษน่ะ)
3. กระดาษที่ผมใช้น่ะ ใช้แบบโคตรเปลือง ผลาญทรัพยากรอย่างมาก ใช้แค่ด้านเดียวเอง.. วันนี้เลยต้องนั่งแกะแม็กซ์ เอามาใช้อีกด้านนึง (ให้คนอื่นใช้น่ะ)
4. ของขวัญพี่เอ็มดี คนเก่าให้ ยังอยู่ในโต๊ะเลย ผ่านมา 2 ปีแย้ว...
5. ในลิ้นชักมีอะไรหลายอย่างที่คิดว่าหายไปนานแล้ว เจือกมาอยู่นี้ได้ไงฟ่ะ
6. ยังหากุญแจตู้จดหมายไม่เจอเลย... อันนี้ปิดเจ้านายอยู่ ถ้ารู้โดนด่าอีกแน่ๆ
7. มีอีกหลายอย่างเลย ที่ไม่น่าอยู่ที่เรา แต่ดั้น มาอยู่นี่ได้ไงฟ่ะ
แล้วจะคอยดูว่ามันจะเรียบร้อยได้ซักกี่วัน.... (เสียงลมมาตามลม... ดูถู้ก ดูถูก)
เออ... แล้ว ที่คอยดู (ตัวเอง) ด้วย...
--------------------------------------------------------------------------------------
ตอนเย็น เห็นเค้าประกาศว่า น้ำจะไม่ไหล
เก๊าะเลย รีบกลับห้องรองน้ำไว้ใช้ ยามขาดแคลน.... (คืนนี้คืนเดียว)
จนถึงตอนนี้ น้ำก็ยังไหลดี หลอกกันป่าวก็ไม่รู้
แบบ ที่เตือนไว้ก่อน ไม่ได้ทำจริง แล้วไอ้เวลาไม่เตือนน่ะ น้ำจะไม่ไหลเอาอ่ะดิเอ...
หรือว่า คอนโดเรามีน้ำสำรองหว่า...
เออ... ช่างมันเหอะ มีใช้ก็ดีแล้ว...
คิดมาก ปวดเหมอง....
11/03/2547
วันเวลา
วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป
แต่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น..
จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน
เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า
ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่...
บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า
กลายเป็นคนคุ้นเคย... จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน ..
ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้ ...
และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ..
แต่ในทางกลับกัน..
ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา
จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก ..
กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ..
แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่ ..
แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ..
ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา
พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก..
ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้
และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน..
เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1
ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ ..
และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน
เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ..
กับคนบางคน
เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง
กับคนบางคน
เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป..
แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่
ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด..
เคยรู้สึกใช่ไหมว่า ..
ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี
กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม...
กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง
ไม่ต้องใกล้มาก แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน..
ขณะที่บางคนวิ่งตาม
ล้มลุกคลุกคลานและเจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า
และขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี
โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน
อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน..
เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า
แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น
บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา ..
ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน ..
ไม่เคยรับรู้ว่า ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน
แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น
ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ ..
ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ ...
การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน...
บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต..
ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม..
ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม
ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของเวลา
ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง
ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย...
ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหาริย์..
เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา
ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง ระยะห่างจะได้สั้นลง
พยายามต่อไป
เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า
ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี
ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง
เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไปเพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน
เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน
เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี..เสียอีก..
แล้วคุณ ๆ เล่า
เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม..
เคยรู้สึกไหมว่า บางที ความห่างไกล กับ ระยะห่างของความรู้สึก
กลับเป็นตัวแปรผกผันกัน
เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ ๆ
หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม.???
เคยคิดกันบ้างไหมว่า
ระหว่างคนพยายามเดินหนี คนที่พยายามเดินตาม
และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับเท่าเดิม
คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน ...
....................นั้นสิเนอะ.....
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป
แต่บางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น..
จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน
เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า
ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่...
บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า
กลายเป็นคนคุ้นเคย... จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน ..
ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้ ...
และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ..
แต่ในทางกลับกัน..
ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา
จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก ..
กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ..
แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่ ..
แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ..
ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา
พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก..
ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้
และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน..
เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1
ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ ..
และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน
เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ..
กับคนบางคน
เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง
กับคนบางคน
เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป..
แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่
ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด..
เคยรู้สึกใช่ไหมว่า ..
ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี
กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม...
กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง
ไม่ต้องใกล้มาก แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน..
ขณะที่บางคนวิ่งตาม
ล้มลุกคลุกคลานและเจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า
และขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี
โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน
อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน..
เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า
แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น
บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา ..
ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน ..
ไม่เคยรับรู้ว่า ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน
แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น
ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ ..
ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ ...
การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน...
บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต..
ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม..
ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม
ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของเวลา
ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง
ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย...
ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหาริย์..
เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา
ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง ระยะห่างจะได้สั้นลง
พยายามต่อไป
เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า
ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี
ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง
เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไปเพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน
เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน
เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี..เสียอีก..
แล้วคุณ ๆ เล่า
เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม..
เคยรู้สึกไหมว่า บางที ความห่างไกล กับ ระยะห่างของความรู้สึก
กลับเป็นตัวแปรผกผันกัน
เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ ๆ
หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม.???
เคยคิดกันบ้างไหมว่า
ระหว่างคนพยายามเดินหนี คนที่พยายามเดินตาม
และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับเท่าเดิม
คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน ...
....................นั้นสิเนอะ.....
11/02/2547
Nine Ake の日記
ไม่รู้เว้ย เพิ่งสมัครอ่ะ
ยังไม่รู้จะเขียนไรเลย
.
.
.
เพิ่งไปเจอฟอร์เวิร์ดเมล์มา เลยก้อปมาให้อ่านกัน
----------------------------------------------------
Thoughts after 9/11
หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน
บริษัทแห่งหนึ่งได้เชิญสมาชิกเหลืออยู่ของบริษัทที่ถูกทำลายยับเยิน
จากการโจมตีบนหอคอยคู่ เพื่อให้ร่วมใช้ที่ว่างในสำนักงานในที่ประชุมตอนเช้า,
หัวหน้าส่วนรักษาความปลอดภัย ได้บอกกล่าวถึงเรื่องราวของบุคคลที่รอดชีวิตเหล่านี้ว่า
เรื่องราวทั้งหมดก็เพราะว่า "โชคชะตา"
ประธานบริษัทที่อยู่รอดในวันนั้น ก็เพราะว่าเป็นวันเปิดเรียนลูกชายของเขาในโรงเรียนอนุบาล
เพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งมีชีวิตอยู่เพราะว่าไปหาซื้อ donuts มารับประทาน
ผู้หญิงคนหนึ่ง มาสายเพราะว่านาฬิกาปลุกของเธอไม่ทำงาน
คนหนึ่งสายเนื่องจากติดอยู่หน้าด่านเก็บเงิน NJ เนื่องจากอุบัติเหตุบนถนน
คนหนึ่งตกรถประจำทางที่เขามาเป็นประจำ
คนหนึ่งทำอาหารหกใส่เสื้อผ้าของเธอ และจะต้องใช้เวลาที่จะเปลี่ยน
รถของคนหนึ่งสตาร์ทไม่ติด
คนหนึ่งกลับเข้าไปในบ้านเพื่อรับโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
คนหนึ่งต้องดูแลลูก
คนหนึ่งเรียกรถแท็กซี่ไม่ได้
และอีกหนึ่งคือ ผู้ชายคนหนึ่งสวมรองเท้าคู่ใหม่ เร่งรีบเพื่อที่จะไปทำงาน แต่เท้าของเขาเกิดพอง เนื่องจากโดนรองเท้าคู่ใหม่กัด เขาจึงหยุดที่ร้านขายยาที่จะซื้อพลาสเตอร์ปิดแผล
นั่นคือสิ่งซึ่งทำให้เขา มีชีวิตอยู่ในวันนี้
ทุกวันนี้ เมื่อฉันติดอยู่บนท้องถนนด้วยสภาพการจราจร, พลาดลิฟท์, ต้องหันกลับไปรับโทรศัพท์ที่ดังกังวานขึ้น...
สิ่งเล็กน้อยทั้งหมดเหล่านี้ มันเคยกวนใจฉัน...
แต่วันนี้...
ฉันคิดกับตัวเองว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เกิดกับฉัน
ดังนั้น หากเวลาในตอนเช้าของคุณดูมันผิดพลาดไปซะทุกอย่าง,
ลูกๆ ของคุณแต่งตัวช้า, หากุญแจรถไม่เจอ , คุณติดไฟแดงมันทุกแยก...ฯลฯ
นั่นไม่ได้เป็นเพราะพระเจ้าบ้า
แต่เป็นเพราะท่านกำลังทำงานของท่าน โดยมองดูเราอยู่
ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณต่อไป กับสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นทั้งหมดที่มารบกวนคุณ
ยังไม่รู้จะเขียนไรเลย
.
.
.
เพิ่งไปเจอฟอร์เวิร์ดเมล์มา เลยก้อปมาให้อ่านกัน
----------------------------------------------------
Thoughts after 9/11
หลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน
บริษัทแห่งหนึ่งได้เชิญสมาชิกเหลืออยู่ของบริษัทที่ถูกทำลายยับเยิน
จากการโจมตีบนหอคอยคู่ เพื่อให้ร่วมใช้ที่ว่างในสำนักงานในที่ประชุมตอนเช้า,
หัวหน้าส่วนรักษาความปลอดภัย ได้บอกกล่าวถึงเรื่องราวของบุคคลที่รอดชีวิตเหล่านี้ว่า
เรื่องราวทั้งหมดก็เพราะว่า "โชคชะตา"
ประธานบริษัทที่อยู่รอดในวันนั้น ก็เพราะว่าเป็นวันเปิดเรียนลูกชายของเขาในโรงเรียนอนุบาล
เพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งมีชีวิตอยู่เพราะว่าไปหาซื้อ donuts มารับประทาน
ผู้หญิงคนหนึ่ง มาสายเพราะว่านาฬิกาปลุกของเธอไม่ทำงาน
คนหนึ่งสายเนื่องจากติดอยู่หน้าด่านเก็บเงิน NJ เนื่องจากอุบัติเหตุบนถนน
คนหนึ่งตกรถประจำทางที่เขามาเป็นประจำ
คนหนึ่งทำอาหารหกใส่เสื้อผ้าของเธอ และจะต้องใช้เวลาที่จะเปลี่ยน
รถของคนหนึ่งสตาร์ทไม่ติด
คนหนึ่งกลับเข้าไปในบ้านเพื่อรับโทรศัพท์ที่ดังขึ้น
คนหนึ่งต้องดูแลลูก
คนหนึ่งเรียกรถแท็กซี่ไม่ได้
และอีกหนึ่งคือ ผู้ชายคนหนึ่งสวมรองเท้าคู่ใหม่ เร่งรีบเพื่อที่จะไปทำงาน แต่เท้าของเขาเกิดพอง เนื่องจากโดนรองเท้าคู่ใหม่กัด เขาจึงหยุดที่ร้านขายยาที่จะซื้อพลาสเตอร์ปิดแผล
นั่นคือสิ่งซึ่งทำให้เขา มีชีวิตอยู่ในวันนี้
ทุกวันนี้ เมื่อฉันติดอยู่บนท้องถนนด้วยสภาพการจราจร, พลาดลิฟท์, ต้องหันกลับไปรับโทรศัพท์ที่ดังกังวานขึ้น...
สิ่งเล็กน้อยทั้งหมดเหล่านี้ มันเคยกวนใจฉัน...
แต่วันนี้...
ฉันคิดกับตัวเองว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เกิดกับฉัน
ดังนั้น หากเวลาในตอนเช้าของคุณดูมันผิดพลาดไปซะทุกอย่าง,
ลูกๆ ของคุณแต่งตัวช้า, หากุญแจรถไม่เจอ , คุณติดไฟแดงมันทุกแยก...ฯลฯ
นั่นไม่ได้เป็นเพราะพระเจ้าบ้า
แต่เป็นเพราะท่านกำลังทำงานของท่าน โดยมองดูเราอยู่
ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณต่อไป กับสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นทั้งหมดที่มารบกวนคุณ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)